หญ้าหนวดแมว

 

 

 

ชื่อวิทยาศาสตร์   Orthosiphon aristatus Mig

วงศ์    Labiatae

ชื่อท้องถิ่น พยับเมฆ (กรุงเทพฯ) บางรักป่า อีตู่ดง

          หญ้าหนวดแมวเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม ดอกเป็น ช่อออกดอกเกือบทั้งปี มีเกสรตัวผู้ยื่นยาวออกมานอกกลีบดอก มีลักษณะคล้ายฉัตร หรือหนวดแมว เป็นขั้นๆสีขาวหรือสีม่วง

การปลูก »หญ้าหนวดแมวเป็นพืชที่ปลูกง่าย ชอบขึ้นในที่ร่ม และชื้น นิยมปลูกโดยการปักชำ หรืออาจจะใช้เมล็ดเพาะก็ได้ ควรเพาะในดินที่มีแดดส่องรำไรก็พอ ควรปลูกห่างราว 1 ฟุต ไม่นาน นักก็จะเจริญงอกงามดี 

ส่วนที่ใช้เป็นยา »ใบ

ช่วงเวลาที่เก็บยา »เก็บใบที่สมบูรณ์ ขนาดกลางที่ไม่แก่หรือไม่อ่อนจนเกินไป ควรเก็บช่วยที่กำลังออกดอก เพราะจะเป็นช่วงที่มีสารสำคัญมาก นำเอามาล้างน้ำให้สะอาด แล้วตากไว้ที่ร่มให้แห้ง 

ฤทธิ์และสรรพคุณทางยา

 

          ใช้ปัสสาวะ ขับนิ่ว ใบอ่อนใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ที่มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากมีเกลือโปแตสเซียมมาก หญ้าหนวดแมวใช้รักษานิ่วได้ทั้งนิ่วด่างซึ่งเกิดจากแคลเซียม (หินปูน) ซึ่งมักจะเป็นก้อนที่เกิดจากการดื่มน้ำที่มีหินปูน และใช้รักษานิ่วกรดซึ่งเกิดจากกรดยูริก นิ่วจำนวนนี้จะไม่เป็นก้อนแต่จะร่วนเป็นเม็ดทราย ไม่ทึบแสง มักเกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์มากเกินไป ทำให้มีกรดยูริกสูง เมื่อรับประทานหญ้าหนวดแมว ซึ่งมีโปแตสเซียมสูง จะทำให้ในกรดมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้กรดยูริก และเกลือยูเรต (urate) ไม่จับตัวเป็นก้อน ช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกค้างในไต ช่วยขยายท่อไตให้กว้างขึ้น จึงช่วยบรรเทาอาการปวด หญ้าหนวดแมวไม่มีฤทธิ์ละลายนิ่ว ดั้งนั้นนิ่วก้อนใหญ่จะไม่ได้ผล ใช้ได้ดีกับนิ่วก้อนเล็กๆ ฤทธิ์ขับปัสสาวะของหญ้าหนวดแมวจะช่วยดันเม็ดนิ่วเล็กๆ ให้หลุดออกมา

วิธีใช้ »หญ้าหนวดแมวแก้ขับเบา ทำได้โดยเอาใบแห้ง 2 กรัม
หรือ 2 หยิบมือชงกับน้ำร้อน 1 ขวดแก้ว เหมือนกับชงน้ำชา ดื่มวันละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้งหลังอาหารและต้องดื่มน้ำตามมากๆ  

ข้อควรระวัง

  • เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโปแตสเซียมสูง จึงไม่ควรใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ
  • ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้มและควรใช้ใบอ่อน ไม่ใช้ใบแก่ เพราะอาจมีสารละลายออกมามากเกินไป ทำให้มีฤทธิ์กดหัวใจ
  • ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น จึงควรใช้ใบตากแห้ง
  • สารจากหญ้าหนวดแมวจะทำให้ยาจำพวกแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น จึงไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวร่วมกับแอสไพริน

อ้างอิง สถาบันการแพทย์แผนไทย